“เนื่องจากปัจจุบันนี้ สภาวะที่เรียกว่าสงครามเย็นสิ้นสุดยุติไป จึงมีความเข้าใจอย่างหนึ่งเกิดขึ้นว่า ภารกิจของทหารหมดสิ้นความสำคัญลงไปพร้อมกันด้วย แท้จริงหน้าที่ของทหารหาได้หมดสิ้นความสำคัญหมดลงไปไม่ เหตุเพราะภัยอันตรายและความไม่เป็นปรกติต่างๆ ยังคงคุกคามแผ่ขยายอยู่ทั่วไป ทุกหน ทุกแห่ง ดังที่เห็นจากวิกฤติการณ์อันเกิดขึ้นทั่วโลกในบัดนี้ เพราะฉะนั้น ทหารทุกคนจะต้องยิ่งระมัดระวังปฏิบัติหน้าที่ของตัวให้เข้มงวดและรอบคอบยิ่งขึ้นอีกเป็นทวีคูณ

ทหารนั้น มิใช่จะมีหน้าที่ใช้ศัตราวุธทำสงครามประการเดียว หากยังต้องปฏิบัติภารกิจด้านกิจการพลเรือน คือใช้ความรู้ ความคิด จิตวิทยา และความเฉลียวฉลาด ซึ่งอาจรวมเรียกได้ว่าอาวุธทางปัญญา เข้าปฏิบัติพัฒนาท้องถิ่นให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีความปลอดภัย มีขวัญและกำลังใจที่จะสร้างความดี ความเจริญ ความมั่นคงให้แก่ตนเองและส่วนรวมอีกประการหนึ่งด้วย ดังที่มีผลงานปรากฏชัดเป็นที่ยอมรับทั่วกันแล้ว ทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ในโอกาสสำคัญนี้ ทุกคนจึงควรภูมิใจในความเป็นทหารของตน และตั้งปณิธานให้แน่วแน่ที่จะพากเพียร ปฏิบัติตัวปฏิบัติงานให้ถูกต้องเที่ยงตรงครบถ้วน และก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป ด้วยความกล้าหาญ มั่นใจ จนสัมฤทธิ์ผลเลิศในหน้าที่และการงานทุกอย่างทุกระดับ สมตามที่มุ่งหมายไว้”

พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

ขอบคุณ...
ข้อมูลจาก http://www.naewna.com/politic/columnist/16536
ภาพประกอบ : www.google.com

วันเข้าพรรษา

posted on 26 Jul 2016 11:49 by rtalover in GeneralRead

 วันเข้าพรรษา

เริ่มต้นจากวัน แรม 1 ค่ำเดือน 8 ถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เป็นระยะเวลา 3 เดือน

ที่มาแห่งวันพรรษา เริ่มมาหลังสมัยพุทธกาล "เข้าพรรษา" แปลว่า "พักฝน" หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่น ๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝนเรียกว่า "ปุริมพรรษา"

ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือนแปดหลัง และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เรียกว่า "ปัจฉิมพรรษา" เว้นแต่มีกิจธุระคือเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืน เรียกว่า "สัตตาหะ" หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด
ทั้งนี้ โดยปกติเครื่องใช้สอยของพระตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียงอัฐบริขาร อันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันของท่านเป็นพิเศษในเข้าพรรษา นับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา...

"ผ้าจำนำพรรษา" คือผ้าที่ทายกถวายแก่พระสงฆ์ผู้อยู่จำพรรษาครบแล้วในวัดนั้น ภายในเขตจีวรกาล เรียกอีกอย่างว่า "ผ้าวัสสาวาสิกสาฎิกา"

"ผ้าอาบน้ำฝน" คือผ้าสำหรับอธิษฐานไว้ใช้นุ่งอาบน้ำฝนตลอด ๔ เดือนแห่งฤดูฝน เรียกอีกอย่างว่า "ผ้าวัสสิกสาฏิกา"


กิจกรรมวันเข้าพรรษา

1.กิจกรรมวันเข้าพรรษา มาหล่อเทียนพรรษา

ร่วมกิจกรรมทำเทียนจำนำพรรษา กิจกรรมวันเข้าพรรษา ที่เรามักจะเห็นกันบ่อยๆ ก็คือพิธีหล่อเทียนจำนำพรรษา ซึ่งถ้าเป็นนักเรียนก็จะได้ทำกิจกรรมนี้ในโรงเรียน หรือเราอาจเห็นตามห้างสรรพสินค้า ถึงแม้ว่าเทียนอาจไม่ได้มีความจำเป็นที่ต้องใช้เท่าไหร่แล้ว แต่ก็เป็นกิจกรรมส่งเสริมและให้ความสำคัญกับประเพณีที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาที่ดีอันหนึ่งทีเดียว

2.กิจกรรมวันเข้าพรรษา ถวายเทียนพรรษา
เมื่อหล่อเทียนเสร็จแล้ว ก็ต้องมีพิธีถวายเทียนพรรษา ซึ่งเป็นประเพณีไทยที่ชาวพุทธนิยมทำกัน พิธีแห่เทียนจำนำพรรษาก็จะมีขบวนสาธุชน ดอกไม้ อาจมีการเวียนประทักษิณรอบพระอุโบสถก่อน แล้วจึงนำไปถวายแด่คณะสงฆ์ยังวัดนั้นๆ

3.กิจกรรมวันเข้าพรรษาถวายผ้าอาบน้ำฝน และร่ม
เพราะว่าในช่วงเข้าพรรษา เป็นช่วงฤดูฝน พุทธศาสนิกชนจึงนิยมถวายร่มกันในช่วงเข้าพรรษา เป็นการทำบุญตามกาล ว่าเวลานี้ควรแก่การถวายสิ่งใด ก็ถวายสิ่งนั้น

4.กิจกรรมวันเข้าพรรษา ตั้งใจทำทาน ตักบาตรพระทุกวัน
หลายๆ คนอาจปวารณาว่าในช่วงเข้าพรรษานี้ขอทำความดีให้มากขึ้น คือ ทำทานให้สม่ำเสมอทุกวัน โดยอาจตั้งใจว่า จะตักบาตรพระหน้าบ้านให้ได้ทุกวัน หรืออย่างน้อยตักบาตรห้ได้ทุกวันพระ เป็นต้น

5.กิจกรรมวันเข้าพรรษา ด้วยการตั้งใจนั่งสมาธิทุกวัน
เป็นไปได้ที่เราจะตั้งใจนั่งสมาธิให้ได้ทุกวัน วันละ 15 นาที 30 นาที 60 นาที ซึ่งก็มีกิจกรรมให้เราได้บันทึกผลการปฏิบัติธรรมออนไลน์ได้ เราสมารถพัฒนาการนั่งสมาธิของตัวเราเอง และเห็นผลการปฏิบัติธรรมของกันและกัน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการนั่งสมาธิ ดำเนินตามคำสอนของพระสัมมสัมพุทธเจ้าอย่างแท้จริง

วันอาสาฬหบูชา

posted on 26 Jul 2016 11:40 by rtalover in GeneralRead

    
ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง อ า ส า ฬ ห บู ช า
“อาสาฬหบูชา” (อา-สาน-หะ-บู-ชา/อา-สาน-ละ-หะ-บู-ชา) ประกอบด้วยคำ ๒ คำ คือ อาสาฬห (เดือน ๘ ทางจันทรคติ) กับบูชา (การบูชา) เมื่อรวมกันจึงแปลว่า การบูชาในเดือน ๘ หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน ๘ หรือเรียกให้เต็มว่า อาสาฬหบูรณมีบูชา

อาสาฬหะ คือ เดือน 8 ทางจันทรคติ
อาสาฬหบูชาคือ การบูชาในเดือน 8 หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือน 8 เพื่อ รำลึกถึงคุณพระรัตนตรัย เป็นการพิเศษ เนื่องในวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปวัตนสูตร ทำให้เกิดมีปฐมสาวกคือ พระอัญญาโกณฑัญญะ และเกิดพระรัตนตรัยครบองค์สาม คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ในวันนี้

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงตรัสรู้ พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อ วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ( วันวิสาขบูชา) ทรงคำนึงว่าธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้นี้ลึกซึ้งมาก ยากที่ผู้อื่นจะรู้ตาม แต่อาศัยพระกรุณานี้เป็นที่ตั้ง จึงทรงพิจารณาแบ่งบุคคลออกเป็น 4 ประเภท หรือ บัว 4 เหล่า ได้แก่

     1. ผู้รู้ข้าใจได้ฉับพลัน แต่พอท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง เปรียบได้กับดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ

     2. ผู้รู้เข้าใจ ต่อเมื่อท่านขยายความ เหมือน ดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำ

     3. ผู้ที่พอจะแนะนำต่อไปได้ ดั่ง ดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ยังมีโอกาสที่จะโผล่พ้นน้ำขึ้นมา

     4. ผู้ที่ได้แค่ตัวบท คือ ถ้อยคำเป็นอย่างยิ่ง ไม่อาจเข้าใจความหมายได้ ไม่ต่างจาก ดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตมมีแต่จะกลายเป็นอาหารของปลาและเต่า

ในชั้นแรก ทรง ระลึกถึงพระอาจารย์ ที่ทรงไปศึกษาด้วย เมื่อตัดสินใจสละราชสมบัติ ออกแสวงหาสัจจธรรมคือ อาฬารดาบสและอุททกดาบสว่า มีกิเลสเบาบางสามารถตรัสรู้ได้ทันที แต่ทั้งสองได้เสียชีวิตแล้ว จึงทรงระลึกถึง ปัญจวัคคีย์ ซึ่งเป็นผู้อุปฐากพระองค์ เมื่อครั้งยังทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาอยู่

สองเดือนหลังจากทรงตรัสรู้ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 จึงเสด็จไปยังป่าอิสปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี อันเป็นที่พำนักของแก่ปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสชิ ทรงแสดงปฐมเทศนา ประกาศสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้ เป็นครั้งแรก

หลังจากได้ฟังปฐมเทศนาแล้ว โกณฑัญญะ เป็นบุคคลแรก ที่ได้ดวงตาเห็นธรรม จึงกราบทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงทำการอุปสมบทให้แบบ เอหิภิกขุอุปสัมปทา ด้วยการเปล่งพระวาจาว่า “ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิดเถิด “
ทรงตรัสว่า ที่สุด 2 อย่างที่บรรพชิตไม่ควรประพฤติปฏิบัติคือ
การประกอบตนให้อยู่ในความสุขด้วยกาม ซึ่งเป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ที่สุด
อีกทางหนึ่งคือ การประกอบการทรมานตนให้เกิดความลำบาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
การดำเนินตามทางสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดทั้งสองอย่างนั้น เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาและญาณให้เกิด เป็นไปเพื่อความสงบระงับ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ และนิพพาน ทางสายกลาง ได้แก่ อริยมรรค มีองค์แปด คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ และตั้งใจชอบ

      ตามธรรมดา “ล้อ” หรือ “จักร” ย่อมประกอบด้วยส่วนสำคัญ ๓ ส่วน คือดุม กำ และ กง ส่วน “จักรธรรม” นี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุปมาเปรียบโพธิปักขิยธรรมเป็นดุม ปฏิจจสมุปบาทธรรมเป็นกำ และอริยสัจ ๔ เป็นกง

       พระธรรมที่ทรงแสดงในครั้งนั้นคือ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร หรือพระสูตรว่าด้วยการหมุนวงล้อธรรม ซึ่งมีเนื้อความว่าด้วย มัชฌิมาปฏิปทา คือ
      • ทางสายกลาง
      • อริยสัจจ์ 4
 
อริยสัจจ์ 4 หรือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการได้แก่ 
            ทุกข์ คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ , ความเกิด ความแก่ ความตาย ความได้พบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น
            สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ , ตัณหาความทะยานอยาก อันทำให้เกิดอีกความกำหนัด เพลิดเพลินในอารมณ์ คือกามตัณหา ความทะยานอยากในกาม ภวตัณหา ความทะยานในภพ วิภวตัณหา ความทะยานอยากในความไม่มีภพ
            นิโรธ ความดับทุกข์ และ โดยการดับตัณหาด้วยอริยมรรค คือ วิราคะ สละ ดับ ปล่อยไป ไม่พัวพัน
            มรรค ข้อปฎิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อริยมรรคมีองค์ 8 คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การเจรจาชอบ การกระทำชอบ การเลี้ยงชีพชอบ ความพยายามชอบ การระลึกชอบ และการตั้งจิตมั่นชอบ

ญาณทัสนะหรือปัญญาอันรู้เห็นในอริยสัจ ๔ นั้น มีรอบ ๓ อาการ ๑๒ คือ



ญาณทัสนะในอริยสัจ ๔ อันมีรอบ ๓ อาการ ๑๒ ของพระองค์นั้นหมดจดดีแล้วพระพุทธองค์จึงทรงกล้ายืนยันว่า พระองค์ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมทั้งในโลกมนุษย์ เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ หมู่สมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ อาสวกิเลสของพระองค์ไม่กลับกำเริบขึ้นอีกแล้ว พระชาตินี้เป็นที่สุด จะมีภพใหม่อีกก็หาไม่


อริยสัจญาณ ทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทัยอริยสัจ ทุกขนิโรรธอริยสัจ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
สัจญาณ
(ญาณหยั่งรู้อริยสัจตามสภาวะ)
ทรงหยั่งรู้ ทรงหยั่งรู้ ทรงหยั่งรู้ ทรงหยั่งรู้
กิจญาณ
(ญาณหยั่งรู้กิจที่ต้องทำใหนอริยสัจ)
เป็นสิ่งที่ควรรู้ เป็นสิ่งที่ควรรู้ เป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง เป็นสิ่งที่ควรเจริญหรือปฏิบัติ
กตญาณ
(ญาณหยั่งรู้กิจที่กระทำแล้วในอริยสัจ)
ทรงกำหนดรู้แล้ว ทรงละแล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงเจริญแล้ว

         


จากหลักฐานอันมีปรากฏอยู่นั้น พบว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเทศนาธัมมจักกัปปวัตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์ภิกษุทั้ง ๕ เป็นปฐมแล้ว มิได้ตรัสแสดงสูตรนี้อีกเลยตลอดระยะเวลา ๔๕ พรรษาแห่งการตรัสเทศนาเผยแผ่พระศาสนานั้น ล้วนแต่ทรงแสดงธรรมกถาขยายความแห่งปฐมเทศนาในแต่ละหมวดโดยเอกเทศ ยิ่งกว่านั้นยังเป็นที่ทราบกันทั่วไปในหมู่นักปราชญ์ทั้งหลายว่า การตรัสเทศนาธัมมจักกัปปวัตนสูตรเป็นปฐมนี้ ถือเป็นพระประเพณีแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์
โดยสรุป วันอาสาฬหบูชา แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญ เดือน ๘ หรือ การบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในวันเพ็ญ เดือน ๘ คือ
      ๑. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา
      ๒. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเริ่มประกาศพระศาสนา
      ๓. เป็นวันที่เกิดอริยสงฆ์ครั้งแรกคือการที่ท่านโกณฑัญญะรู้แจ้งเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน จัดเป็นอริยบุคคลท่านแรกในอริยสงฆ์
      ๔. เป็นวันที่เกิดพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา คือ การที่ท่านโกณฑัญญะขอบรรพชาและ ได้บวชเป็นพระภิกษุ หลังจากฟังปฐมเทศนาและบรรลุธรรมแล้ว
      ๕. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงได้ปฐมสาวกคือ การที่ท่านโกณฑัญญะนั้น ได้บรรลุธรรม และบวชเป็นพระภิกษุ จึงเป็นสาวกรูปแรกของพระพุทธเจ้า
      ๖. เป็นวันแรกที่บังเกิดรัตนะครบสาม เป็นพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ
จึงทำให้ในวันนั้นมีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ด้วยเหตุนี้จึงเรียกวันนี้ว่า “วันพระธรรม” หรือ “วันพระธรรมจักร” อันได้แก่วันที่ล้อแห่งพระธรรมของพระพุทธเจ้าได้หมุนไปเป็นครั้งแรกและ “วันพระสงฆ์” คือ วันที่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

นี่คือ ความสำคัญที่สุดของวันอาสฬหบูชา คือ วันที่ทรงประกาศพระพุทศาสนา ประกาศสัจธรรมที่ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เองแก่ชาวโลก เป็นธรรมที่เป็นจริงและยั่งยืนมาตราบจนถึงทุกวันนี้ นับเป็นเวลาสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว