เจ้าของเสียงปริศนา

“ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน”

....................................................

“ในหลวง อย่าทิ้งประชาชนนะ”
หลายคนคงจำประโยคนี้ได้

ประโยคนี้เป็นเสียง "ปริศนา" ในวันเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทรงศึกษาต่อ ขณะที่ประทับรถพระที่นั่งไปสู่สนามบินดอนเมือง พระองค์ทรงได้ยินเสียงตะโกนดังๆ ว่า “ในหลวง อย่าทิ้งประชาชนนะ”

เสียงนั้นทำให้พระองค์ทรงนึกตอบบุคคลผู้นั้นในพระราชหฤทัยว่า “ถ้าประชาชน ไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนอย่างไรได้”

เรื่องราวต่อมาหลังจากนั้นอีกประมาณ 20 ปี เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพบชายที่ร้องตะโกนทูลพระองค์ไม่ให้ทิ้งประชาชน โดยทราบว่าเป็นพลทหาร และเมื่อพ้นประจำการก็ออกไปทำนาอยู่ในต่างจังหวัด

ชายคนนั้นได้เข้าเฝ้าจึงเข้ากราบบังคมทูลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ไม่ทรงทิ้งราษฎร โดยกราบทูลว่า...ตอนที่เขาร้องไปนั้น เขารู้สึกว้าเหว่ และใจหายที่เห็นพระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จฯ ไปจากเมืองไทย กลัวจะไม่เสด็จฯ กลับมาอีก เพราะคงจะทรงเข็ดเมืองไทย เห็นเป็นเมืองที่น่ากลัว น่าสยดสยอง

ชายคนนั้นกราบทูลว่า เขาดีใจมากที่ได้เฝ้าฯ และกราบบังคมทูลถามว่า “ท่านคงจำผมไม่ได้ ผมเป็นคนร้องไม่ให้ท่านทิ้งประชาชน”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งถามว่า “เราน่ะรึที่ร้อง” 
“ใช่ครับ ตอนนั้นเห็นหน้าท่านเศร้ามาก กลัวจะไม่กลับมา จึงร้องไปเหมือนคนบ้า” ชายคนนั้นกร่าบทูล

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงทรงตอบ “นั่นแหละ ทำให้เรานึกถึงหน้าที่ จึงต้องกลับมา”

จาก สมุดภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถโปรดเกล้าฯ จัดทำขึ้นถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อพระราชทานเป็นที่ระลึกแก่ผู้เข้าเฝ้าฯ ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2511

 

 

 เรื่องเล่าจากเขาเต่า…น้ำหยดแรกในใจชาวบ้านเขาเต่า

วันที่ฟ้าโน้มลงมาสู่ดิน : พนม ช่อจันทร์ นักเรียนชั้น ป.๔ โรงเรียนบ้านเขาเต่า เล่าถึงเหตุการณ์สำคัญในชีวิตที่เกิดขึ้นกับเขา…
วันนั้น (ปี พ.ศ.๒๕๐๑) ขณะที่กำลังเล่นสนุกกับเพื่อนอีกสองคน ก็เหลือบไปเห็นรถจี๊ปสีเขียวหลังคาผ้าเต็นท์คันหนึ่ง ติดหล่มอยู่ในขี้เลน
มีชายคนหนึ่งขับมาคนเดียว และพยายามขับรถขึ้นจากหล่มอยู่นาน เขาและเพื่อนจึงวิ่งเข้าไปช่วยเข็น
ท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง กับความพยายามอยู่ร่วมชั่วโมง แต่ยิ่งเร่งเครื่อง ล้อรถก็ยิ่งจมเลนลึกลงไปทุกที สุดท้ายทุกคนก็หมดแรง ต่างหยุดพักแผ่หรากันอยู่ตรงนั้น
“หนูเคยเห็นคนนี้ที่ไหน” เสียงของชายเจ้าของรถเอ่ยถาม พร้อมยื่นแบงค์ใบละหนึ่งบาทให้ เด็กชายพนมตอบว่า “เคยเห็นแต่ในแบงค์ แต่ไม่เคยเห็นตัวจริง”
ชายคนนั้นถอดหมวกที่สวมอยู่ออก แล้วถามกลับมาอีกว่า…“เหมือนเราไหม”
วินาทีนั้น เด็กชายทั้งสามรู้แล้วว่าชายที่เขาเห็นแต่งกายธรรมดาผู้กำลังสนทนาอยู่นั้นเป็นใคร ต่างนิ่งอึ้งเข่าอ่อน ทรุดนั่งลงกลางเลน กราบลงแทบพระบาท
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า…”ลุกขึ้น ลุกขึ้นเถิด อย่านั่งเลย มันเลอะ”
จากนั้น พระองค์จึงทรงพระอักษรใส่กระดาษ ให้เด็กชายนำไปส่งให้ครูที่โรงเรียนเทศบาลเขาเต่า ครูได้เห็นจดหมายนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นองค์เหนือหัว แต่ด้วยน้ำจิตน้ำใจแบบไทย เห็นใครเดือดร้อนก็ต้องช่วยเหลือ จึงสั่งการเกณฑ์เด็กโตๆ ไปร่วมยี่สิบคน จนในที่สุดรถยนต์พระที่นั่งก็ขึ้นจากหล่มจนได้
ก่อนเสด็จฯ จากไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัส…”ขอบใจมาก”
…เสียงนั้นยังก้องกังวานในใจของเด็กชายมาจนทุกวันนี้

Cr:ราชบัลลังก์จักรีวงค์

 

 

StatCounter - Free Web Tracker and Counter

 

 

 “คนเขาหาว่าฉันบ้าแผนที่" 

...ยังดีนะที่ช่วยกันทำแล้วช่วยพัฒนา การทำแผนที่ ถ้าแผนภูมิพัฒนาท้องถิ่นเราได้กำไร ในทางความเป็นอยู่ของประชาชน ทางราชการก็ได้กำไร ฉะนั้นต้องไม่เสียกำลังใจเมื่อทำดี ทำประโยชน์จริงๆ”..
..........
พล.ท.กฤษฎิ์เล่าว่า เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ พระองค์พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เจ้ากรมแผนที่ทหาร และข้าราชการกรมแผนที่ทหารเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายระบบข้อมูลแผนที่และภูมิสารสนเทศ ครั้งนั้นมีพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะผู้เข้าเฝ้าฯ ซึ่ง ผท.น้อมนำเป็นแนวทางปฏิบัติงานจวบจนปัจจุบัน ..

Cr..ใต้ร่มบารมีจักรีวงค์

 

edit @ 22 Dec 2016 11:37:33 by RTALover